แผนการของ Domino ในการลดต้นทุนของค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นอย่างไร

Domino’s ร้านพิซซ่ากำลังใช้กลยุทธ์ที่มีอยู่ในการต่อสู้กับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในรัฐต่างๆทั่วสหรัฐอเมริกานอกเหนือจากความเป็นไปได้ที่จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นทั่วประเทศภายใต้ประธานาธิบดีโจไบเดนที่ได้รับการเลือกตั้ง

บริษัท ดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า“ การตั้งป้อม” ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหมายถึงการสร้างสถานที่ตั้งแฟรนไชส์ใหม่ในตลาดที่มีอยู่เพื่อตอบสนองอุปทานของลูกค้าได้ดีขึ้นลดเวลาในการจัดส่งและตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีหน้าร้านสำหรับลูกค้าซื้อกลับบ้าน

“ เมื่อเราตั้งป้อมและใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นเราจะส่งของถึงบ้านได้เร็วขึ้น” รัสเซลไวเนอร์ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและประธานฝ่ายปฏิบัติการของโดมิโนอธิบายในระหว่างการประชุมเสมือนกับนักลงทุนเมื่อวันพฤหัสบดี

Ritch Allison ซีอีโอของ Domino กล่าวว่าการสร้างป้อมปราการเป็นองค์ประกอบสำคัญในการที่ บริษัท วางแผนที่จะจัดการกับต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น

“ มันช่วยให้เราสร้างธุรกิจการขนส่งสินค้านั้นได้จริง ๆ ซึ่งในขณะที่ตั๋วมีราคาต่ำกว่าสำหรับการพกพา แต่ต้นทุนในการให้บริการก็ต่ำกว่ามาก” อัลลิสันกล่าว “ แล้วสำหรับการจัดส่งนั้นความประหยัดก็อยู่ที่จำนวนการจัดส่งต่อคนขับต่อชั่วโมงเราสามารถดำเนินการและลดรัศมีของพื้นที่จัดส่งเหล่านั้นได้อย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่เราต้องทำ”

แอลลิสันอธิบายว่าค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้นเป็น 10 ดอลลาร์ 12 ดอลลาร์และ 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงการรับประทานอาหารมูลค่า 20 ดอลลาร์ห่างจากร้านค้าเพียง 9 นาทีกลายเป็น“ ความท้าทายทางเศรษฐกิจอย่างมาก”

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฟลอริดาอนุมัติค่าจ้างขั้นต่ำ $ 15

ตามที่รายงานก่อนหน้านี้โดย FOX Businessผู้มีสิทธิเลือกตั้งในฟลอริดาได้อนุมัติความมุ่งมั่นที่จะค่อยๆปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐเป็น 15 ดอลลาร์ต่อชั่วโมงภายในปี 2569 ทำให้เป็นรัฐที่แปดที่ผ่านมาตรการดังกล่าว

อย่างไรก็ตามประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้ง Joe Biden สนับสนุนค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลกลางที่ 15 เหรียญต่อชั่วโมง ยังคงเป็นที่เห็นได้ว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถผ่านสิ่งที่คาดว่าส่วนใหญ่จะเป็นการแบ่งสภาคองเกรสได้หรือไม่

ปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลกลางอยู่ที่ $ 7.25

RELATED POST

รมว.สาธารณสุขUKติดเชื้อโควิด แต่อาการเบาเนื่องจากฉีดวัคซีนครบแล้ว

ซาจิด จาวิด รัมนตรีสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าตนเองมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก แต่ระบุมีอาการแค่เล็กน้อย พร้อมรู้สึกขอบคุณที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ครบ2เข็มแล้ว จาวิด ซึ่งเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขได้ 3 สัปดาห์ หนุนหลังแผนของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ในการยกเลิกทุกข้อจำกัดสกัดโควิด-19 ที่เหลืออยู่นับตั้งแต่วันจันทร์(19ก.ค.) เป็นต้นไป แม้สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับเคสผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นอย่างมาก อันมีต้นตอจากการแพร่ระบาดของตัวกลายพันธุ์เดลตา ที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก "เช้าวันนี้…

อิเหนาเบรกขาย ‘วัคซีนซิโนฟาร์ม’ หลังผู้เชี่ยวชาญเตือนสร้าง ‘ความเหลื่อมล้ำ’

บริษัทเวชภัณฑ์ของอินโดนีเซียเลื่อนแผนการจำหน่ายวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ให้แก่ประชาชนโดยตรง หลังมีข้อท้วงติงจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่ากลยุทธ์การตลาดเช่นนี้อาจสร้างความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียก็มีนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ฟรีให้แก่ประชากรทุกคนอยู่แล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์มีขึ้นท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่พุ่งทุบสถิติ ซึ่งทำให้ระบบสาธารณสุขในบางพื้นที่ของเกาะชวาอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างหนัก บริษัท คีเมีย ฟาร์มา (Kimia Farma) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านยาและเวชภัณฑ์ของอินโดนีเซีย ออกมาประกาศว่าจะเลื่อนการจำหน่ายวัคซีนซิโนฟาร์มออกไปก่อน และขอเวลาเตรียมคำชี้แจงต่อประชาชน “เราขอเลื่อนการจำหน่ายวัคซีนออกไปก่อน หลังจากที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก” โนเวีย วาเลนตินา…

แหล่งข่าวสำนักพระราชวังบักกิงแฮมโต้ “ควีนเอลิซาเบธ” ไม่เคยตรัสเกี่ยวกับพระนาม “ลิลิเบ็ต”

แหล่งข่าวสำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผยล่าสุดว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาจักรอังกฤษไม่ได้ทรงตรัสถึงพระนามของพระธิดาในดยุกและดัสเชสแห่งซัสเซกส์ที่ได้ตั้งตามพระนามในสมัยพระเยาว์ของควีนเอลิซาเบธที่มีการเรียกขานว่า “ลิลิเบ็ต" หลังก่อนหน้าที่แหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิลได้เปิดเผยก่อนหน้ากับบีบีซีว่า เจ้าชายแฮร์รีได้ทรงเคยสนทนาร่วมกันกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก่อนการประสูติของพระธิดา ลิลิเบ็ต ‘ลิลี่’ ไดอานา เมานต์แบตเท็น-วินด์เซอร์ และพระองค์ทรงคงได้เอ่ยถึงพระนาม แต่ทว่าแหล่งข่าวสำนักพระราชวังอังกฤษล่าสุดออกมาโต้ว่า มันไม่ใช่เช่นนั้นและพระราชินีทรงไม่เคยทรงตรัสถามถึงชื่อ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิลกับราชวงศ์อังกฤษไม่ราบรื่นและตกเป็นหน้าข่าวมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทั้ง 2…

UN ชี้ท่องเที่ยวสูญรายได้ $2.4 ล้านล้านปี 2020 ขณะ WHO ย้ำปัญหา ปท.รวยมีวัคซีนล้นแต่ชาติยากจนขาดแคลนจะทำโลกแพ้ศึกโควิด

รายงานยูเอ็นระบุปีที่แล้วโควิด-19 เล่นงานการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องสะบักสะบอมเสียหาย 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ คาดมูลค่าความสูญเสียสำหรับปีนี้น่าจะสูงพอๆ กัน และกว่าจะฟื้นถึงระดับก่อนวิกฤตโรคระบาดอย่างเร็วที่สุดคือปี 2023 โดยปัจจัยสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน ขณะที่ WHO เตือนโลกกำลังล้มเหลวในการต่อสู้กับวิกฤตไวรัสจากความเหลื่อมล้ำในการกระจายวัคซีน รายงานที่องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) ร่วมจัดทำกับองค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) และเปิดเผยระบุว่า การที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางจะทำให้มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจยิ่งพุ่งขึ้น เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนนับล้านๆ และหลายประเทศพึ่งพิงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ…