“อาร์เมเนีย-อาเซอร์ไบจาน” เมินยูเอ็นเรียกร้องหยุดยิง

กองทัพอาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานยังคงสู้รบกันอย่างดุเดือด แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเรียกร้องทั้งสองฝ่าย “หยุดยิงทันทีและกลับมาเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอสซี ) ทั้ง 15 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมฉุกเฉิน เมื่อวันอังคาร ว่าการสู้รบระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่้งเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ “ต้องยุติทันที และทั้งสองประเทศต้องกลับมาเจรจากันอย่างไม่มีเงื่อนไข” พร้อมทั้งแสดงความเสียใจอย่างสูงสุดไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ ซึ่งสถิติอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า “ประมาณ 100 คน”

ขณะที่ประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ ผู้นำอาเซอร์ไบจาน กล่าวว่ารัฐบาลบากูมีความมุ่งมั่นเจรจาอย่างสันติ แต่อาร์เมเนีย “ไม่ตอบสนอง และยังคงทำตัวเป็นอุปสรรค” โดยเฉพาะการประกาศว่าเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตัวเอง ทั้งที่สหประชาชาติรับรองว่าเป็นของอาเซอร์ไบจาน อาลีเยฟกล่าวเชิง “ดักทาง” ว่าหากการเจรจามีกำหนดเกิดขึ้น แต่นายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน ผู้นำอาร์เมเนีย ไม่มาเอง แล้วส่งตัวแทนเป็นกองกำลังในเขตนากอร์โน-คาราบัค มาแทน ถือเป็นการละเมิดกรอบข้อตกลงที่จัดตั้งเมื่อปี 2535
 
ด้านปาชินเนียนกล่าวว่า จริงอยู่ที่มาตรการทางทหาร “ไม่ใช่ทางออก” แต่ก่อนอื่นอาเซอร์ไบจานต้องยุติ “การคุกคาม” เขตนากอร์โน-คาราบัค และอย่าให้ “บุคคลภายนอกเข้ามายุ่ง” หลังกองทัพอาร์เมเนียรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ลำหนึ่งของกองทัพตุรกีโจมตีเขตที่อยู่อาศัยของชาวอาร์เมเนีย และยิงเครื่องบินรบลำหนึ่งของอาร์เมเนียตก ส่งผลให้นักบินเสียชีวิต แต่รัฐบาลอังการายืนกรานปฏิเสธ
 
สำหรับการสู้รบระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานครั้งนี้ ซึ่งปะทุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีความรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค มีพื้นที่ประมาณ 4,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาคอเคซัส ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญของภูมิภาคยูเรเชีย แม้ยูเอ็นรับรองเป็นดินแดนของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย

RELATED POST

รมว.สาธารณสุขUKติดเชื้อโควิด แต่อาการเบาเนื่องจากฉีดวัคซีนครบแล้ว

ซาจิด จาวิด รัมนตรีสาธารณสุขแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าตนเองมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก แต่ระบุมีอาการแค่เล็กน้อย พร้อมรู้สึกขอบคุณที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ครบ2เข็มแล้ว จาวิด ซึ่งเพิ่งเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีสาธารณสุขได้ 3 สัปดาห์ หนุนหลังแผนของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ในการยกเลิกทุกข้อจำกัดสกัดโควิด-19 ที่เหลืออยู่นับตั้งแต่วันจันทร์(19ก.ค.) เป็นต้นไป แม้สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญกับเคสผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นอย่างมาก อันมีต้นตอจากการแพร่ระบาดของตัวกลายพันธุ์เดลตา ที่แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายมาก "เช้าวันนี้…

อิเหนาเบรกขาย ‘วัคซีนซิโนฟาร์ม’ หลังผู้เชี่ยวชาญเตือนสร้าง ‘ความเหลื่อมล้ำ’

บริษัทเวชภัณฑ์ของอินโดนีเซียเลื่อนแผนการจำหน่ายวัคซีน “ซิโนฟาร์ม” ให้แก่ประชาชนโดยตรง หลังมีข้อท้วงติงจากผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขว่ากลยุทธ์การตลาดเช่นนี้อาจสร้างความเหลื่อมล้ำ อีกทั้งรัฐบาลอินโดนีเซียก็มีนโยบายฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ฟรีให้แก่ประชากรทุกคนอยู่แล้ว เสียงวิพากษ์วิจารณ์มีขึ้นท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่พุ่งทุบสถิติ ซึ่งทำให้ระบบสาธารณสุขในบางพื้นที่ของเกาะชวาอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างหนัก บริษัท คีเมีย ฟาร์มา (Kimia Farma) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านยาและเวชภัณฑ์ของอินโดนีเซีย ออกมาประกาศว่าจะเลื่อนการจำหน่ายวัคซีนซิโนฟาร์มออกไปก่อน และขอเวลาเตรียมคำชี้แจงต่อประชาชน “เราขอเลื่อนการจำหน่ายวัคซีนออกไปก่อน หลังจากที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก” โนเวีย วาเลนตินา…

แหล่งข่าวสำนักพระราชวังบักกิงแฮมโต้ “ควีนเอลิซาเบธ” ไม่เคยตรัสเกี่ยวกับพระนาม “ลิลิเบ็ต”

แหล่งข่าวสำนักพระราชวังอังกฤษเปิดเผยล่าสุดว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาจักรอังกฤษไม่ได้ทรงตรัสถึงพระนามของพระธิดาในดยุกและดัสเชสแห่งซัสเซกส์ที่ได้ตั้งตามพระนามในสมัยพระเยาว์ของควีนเอลิซาเบธที่มีการเรียกขานว่า “ลิลิเบ็ต" หลังก่อนหน้าที่แหล่งข่าวใกล้ชิดเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิลได้เปิดเผยก่อนหน้ากับบีบีซีว่า เจ้าชายแฮร์รีได้ทรงเคยสนทนาร่วมกันกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก่อนการประสูติของพระธิดา ลิลิเบ็ต ‘ลิลี่’ ไดอานา เมานต์แบตเท็น-วินด์เซอร์ และพระองค์ทรงคงได้เอ่ยถึงพระนาม แต่ทว่าแหล่งข่าวสำนักพระราชวังอังกฤษล่าสุดออกมาโต้ว่า มันไม่ใช่เช่นนั้นและพระราชินีทรงไม่เคยทรงตรัสถามถึงชื่อ ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิลกับราชวงศ์อังกฤษไม่ราบรื่นและตกเป็นหน้าข่าวมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทั้ง 2…

UN ชี้ท่องเที่ยวสูญรายได้ $2.4 ล้านล้านปี 2020 ขณะ WHO ย้ำปัญหา ปท.รวยมีวัคซีนล้นแต่ชาติยากจนขาดแคลนจะทำโลกแพ้ศึกโควิด

รายงานยูเอ็นระบุปีที่แล้วโควิด-19 เล่นงานการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องสะบักสะบอมเสียหาย 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ คาดมูลค่าความสูญเสียสำหรับปีนี้น่าจะสูงพอๆ กัน และกว่าจะฟื้นถึงระดับก่อนวิกฤตโรคระบาดอย่างเร็วที่สุดคือปี 2023 โดยปัจจัยสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชน ขณะที่ WHO เตือนโลกกำลังล้มเหลวในการต่อสู้กับวิกฤตไวรัสจากความเหลื่อมล้ำในการกระจายวัคซีน รายงานที่องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (ยูเอ็นดับเบิลยูทีโอ) ร่วมจัดทำกับองค์การการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังก์ถัด) และเปิดเผยระบุว่า การที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวางจะทำให้มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจยิ่งพุ่งขึ้น เนื่องจากการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนนับล้านๆ และหลายประเทศพึ่งพิงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ…